บุคคลล้มละลายที่ไม่ยอมแพ้!! เปิดชีวิต ''ศิริวัฒน์ '' อดีตเซียนหุ้น ติดหนี้นับพันล้าน สู้เร่ขายแซนวิช จนกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง

เข้าชม : 97   |   21 ธ.ค. 2562   |  



ถือเป็นเรื่องราวจากชีวิตจริง ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่กำลังท้อแท้ เหนื่อยใจกับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามารุมเร้าในชีวิต และในสภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ต้องดิ้นรนสู้ ขยันทำมาหากินมากขึ้นนั้น จึงขอนำประสบการณ์การต่อสู้ชีวิตของอดีตนักธุรกิจใหญ่ ที่มีหนี้สินถึงหลักพันล้าน แต่ฝ่าวิกฤติมาจนได้


โดยเรื่องราวดังกล่าวเป็นของ คุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ อดีตเซียนหุ้น ผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย เนื่องจากมีหนี้สินติดตัวนับพันล้าน จนต้องผันตัวมาเป็นพ่อค้าขายแซนด์วิชข้างถนน ด้วยโชชะตาและอุปสรรคที่ได้เข้ามาทดสอบชีวิต แต่เจ้าตัวกลับไม่ยอมแพ้มรสุมชีวิต จึงทำให้เขาประสบความสำเร็จ และสามารถกลับมาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

ทั้งนี้คุณศิริวัฒน์ ได้เล่าว่า แม้ว่างานที่เขาทำนั้นจะต้องเดินตากแดดลำบากมากๆเพียงใดก็ตาม แต่แซนด์วิชคือตำนานของคนที่ไม่ยอมแพ้ จนเจ้าตัวนั้นได้พูดมากล่าวประโยคหนึ่งด้วยว่า ?"ผมยอมรับ ผมเจ๊ง เพราะผมโลภ " นี่คือคำพูดจากชีวิตจริงของคุณศิริวัฒน์



หากย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 2540 นักลงทุนในตลาดหุ้นไม่มีใครไม่รู้จักศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์เอเซียจำกัด โบรคเกอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผู้ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนว่า "อัศวินม้าขาว" จากผลงานการทำกำไรหลายพันล้านให้กับบริษัทมากมาย  ก่อนจะเกิดวิกฤตฟองสบู่ ไทยถูกมองว่าเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของเอเชีย ทุกคนใช้เงินลงทุนกันเพลิน นักลงทุนเมื่อคิดใหญ่แล้วเงินไม่พอก็ไปกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างๆ โดยเฉพาะในต่างประเทศซึ่งสามารถกู้ได้โดยตรงไม่ต้องผ่านแบงค์ แถมดอกเบี้ยน้อยกว่าในประเทศ ก็เลยแห่กันไปกู้เงินจำนวนมากมาทำธุรกิจ

ผมกู้เงินลงทุนสร้างคอนโดมิเนียมที่เขาใหญ่ห้องละ 5 ล้าน ขายเฉพาะคนรวยเท่านั้น ใช้การลงทุนในตลาดหุ้นแบบมาร์จิน อธิบายง่ายๆคือ กู้เงินมาลงทุน พอหุ้นตกก็ถูกบังคับขาย พอขายหุ้นจนหมดที่เหลือก็คือหนี้

ยกตัวอย่างเช่น มีหนี้อยู่ 100 ล้าน พอหุ้นตกก็ขายได้ 70 ล้าน เหลือหนี้ 30 ล้าน ดอกเบี้ยก็เดินไปเรื่อยๆ พอเศรษฐกิจมีปัญหา คอนโดที่ผมขายถูกลูกค้าทิ้งเงินดาวน์ ลูกค้าซื้อห้องราคา 30 ล้าน เงินดาวน์ 10 % เป็นเงิน 3 ล้านบาท เมื่อลูกค้าทิ้งเงินดาวน์ ส่วนที่เหลือ 27 ล้าน ผมก็ต้องรับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งเศรษฐกิจตอนนั้นจะไปขายใครก็ไม่ได้ ผมถูกบังคับให้ขายหุ้นไปแล้ว 70 % แต่ 30 % ยังอยู่ ดอกเบี้ย 17-19 % ทบกันไปมาสุดท้ายจากหนี้ไม่กี่ล้านกลายเป็นพันล้าน

นอกจากนี้เจ้าตัวบอกว่า ยังจำได้แม่นถึงวันที่เรียกประชุมพนักงานบริษัทซึ่งมีอยู่ 40 คน เพื่อแจ้งว่าบริษัทต้องปิดตัว ตอนนั้นพนักงานครึ่งหนึ่งลาออก อีกครึ่งหนึ่งกำลังมืดแปดด้าน ไม่มีที่ไป เพราะช่วงนั้นมีแต่บริษัทปิดตัว งานหายาก ลูกน้องจึงมองเขาไม่ต่างจากที่พึ่งสุดท้าย

"แต่คำสอนหนึ่งที่ได้มาจากคุณพ่อคุณแม่คือ อย่าทิ้งลูกน้อง เพราะเขาเหมือนครอบครัวเดียวกับเรา ถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่มีวันนี้ ผมปรึกษาภรรยาว่าจะช่วยพวกเขายังไงดี ลำพังตัวคนเดียวอาจจะไปขายประกัน หรือทำบริษัทขายตรงก็ได้ แต่งานเหล่านั้นมันเลี้ยงคนไม่ได้ สุดท้ายภรรยาบอกว่า งั้นเรามาทำแซนด์วิชขายกันเถอะ"



เหตุผลที่เลือกขายแซนด์วิชเพราะไม่ต้องลงทุนมาก ผมเช่าตึกแถวห้องเดียวที่ถนนจันทร์ เอาโต๊ะ 4-5 ตัวมาวางพลาสติกคลุมก็ทำแซนด์วิชกันตรงนั้นเลย วันแรกวางขายที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เขาให้พื้นที่เป็นโต๊ะเล็กๆ 1 ตัว ทำไปขาย 20 ชิ้น ชิ้นละ 25 บาท ถือว่าแพงมาก เจ้าอื่นขายแค่ชิ้นละ 8-10 บาท กว่าจะขายหมดใช้เวลา 6 ชั่วโมง หักลบต้นทุนแล้วเหลือไม่เท่าไหร่ ขืนยังเป็นแบบนี้คงไปไม่รอดแน่ๆ  ผมจึงเริ่มขายเอง เอาหน้าตัวเองนี่แหละเป็นพรีเซนเตอร์ เอาหน้าตัวเองไปให้คนเห็นว่าผมนี่แหละเซียนหุ้น ทำธุรกิจเจ๊ง ต้องมาขายแซนด์วิช อุดหนุนผมหน่อย ใช้วิธียืนถือกล่องคล้องคอขาย แรกๆ ยืนขายหน้าธนาคาร คนไม่รู้จัก มองอย่างเดียวแต่ไม่ซื้อ บางวันรปภ.มาไล่ พอไล่ผมก็เดินหนี เผลอก็กลับมายืนใหม่ ข้อดีของการขายสินค้าเคลื่อนที่คือ จุดไหนขายไม่ดี ก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย แค่เดินย้ายจุด

ถ้าถามว่าอายไหม อายนะ แต่หลังพิงฝาแล้ว ตอนนั้นเมียผมเซ็นค้ำประกันไว้ต้องแบกรับหนี้ 500 ล้าน ลูกคนโต 16 ขวบ คนกลาง 14 ขวบ คนเล็ก 9 ขวบ ไหนจะต้องเลี้ยงลูกน้องให้อยู่รอด ก็บอกตัวเองว่าต้องหน้าด้านต่อไป ยืนตากแดดแบกกล่องแซนด์วิชขายตามหน้าธนาคาร หน้าโรงเรียน วัด สถานท่องเที่ยว เดินไปตามตรอกซอกซอยยันริมถนน เคยโดนเทศกิจจับขึ้นรถมาแล้วแต่พูดจนเขายอมปล่อยตัว แม้กระทั่งรุ่นพี่ผมยังเคยชี้หน้าด่าว่า ทำไมไม่ไปทำอย่างอื่น ใช้หัวสมอง ความรู้ความสามารถ คอนเนกชั่น ทำอย่างอื่นที่มันใหญ่กว่าการขายแซนด์วิช ก็ตอบไปว่าผมติดแบล็คลิสต์จะยืมเงินญาติเขาก็ไม่ให้ ก็เลยต้องพึ่งตัวเอง

ไม่น่าเชื่อว่า ผ่านมา 20 ปี จนถึงวันนี้ คุณศิริวัฒน์ลุกขึ้นสู้จนสามารถปลดหนี้พันล้านบาทได้สำเร็จ พ้นจากสถานะบุคคลล้มละลาย กลายเป็นตำนานคนสู้ชีวิตที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนนับล้าน ปัจจุบันบริษัท ทีจีไอเอฟ คอร์ปปอเรชั่น จำกัด ดูแลธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ตั้งแต่แซนด์วิช ซึชิข้าวกล้องห่อสาหร่าย ปิต้าแซนด์วิช ข้าวกล้องอบกรอบ และน้ำเม่าเบอร์รี่ รวมทั้งยังเปิดบริการร้าน SIRIdeli ในโรงพยาบาลกรุงเทพและโรงพยาบาลพญาไท 3





ขอบคุณข้อมูลจาก : aomMONEY

#แรงบันดาลใจ #คนสู้ชีวิต #หนี้พันล้าน


ข่าวล่าสุดหมวด ข่าวโซเชียล















ข่าวดัง














แจ้งลบเนื้อหา / แนะนำติชม: gangbeauty@hotmail.com | ติดต่อลงโฆษณา: gangbeauty@hotmail.com | © 2020 All right reserved. |