มาใกล้ขึ้นทุกที!! ไข้หวัดหมูแอฟริกา ระบาดหนัก อินโดฯตายเกลื่อนกว่า 300 ตัว ไทยเข้มงวดระบบป้องกันโรค




นายไซยาห์รุล ยาซิน ลิมโป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรอินโดนีเซีย ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญเมื่อพุธที่ผ่านมา (18 ธ.ค.) ว่าขณะนี้หมูเกือบ 30,000 ตัวใน จ.สุมาตราเหนือ ของอินโดนีเซีย ตายจากไข้หวัดหมูแอฟริกา สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้วหลายล้านดอลลาร์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็พยายามจำกัดการระบาดอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ขณะที่ทางด้านนายฟัดจาร์ ซุมปิง จาตูร์ รัสซา อธิบดีกรมสวัสดิภาพสัตว์ กระทรวงเกษตรอินโดนีเซีย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าโรคไข้หวัดหมูแอฟริการะบาดอยู่ในพื้นที่ 16 แห่งในจังหวัดดังกล่าว ซึ่งรวมถึง เมืองเมดัน ที่เป็นเมืองเอกของจังหวัด กรมยังออกมาตรการจำกัดไม่ให้เคลื่อนย้ายสัตว์ เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ออกจากพื้นที่ที่มีการระบาด ส่วนผู้ที่สัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อ ก็ต้องผ่านด่านตรวจร่างกายเสียก่อน





สำหรับกระแสข่าวดังกล่าว ทำให้โลกออนไลน์ของไทยตั้งข้อสงสัย ถึงผลกระทบที่จะตามมา เพราะกังวลว่าคนจะได้รับอันตรายจากสถานการณ์นี้ ล่าสุดในเพจเฟซบุ๊ก Thailand Development Report ได้ขยายความถึงประเด็นโรคไข้หวัดหมูแอฟริกา ระบุว่า "ไทยยังสามารถควบคุม-ป้องกันโรค'อหิวาต์แอฟริกาในสุกร' เล็งคว้าโอกาสส่งออกสุกรเสียบตลาดต่างประเทศ หมายเหตุ แก้ไขชื่อโรคไข้หวัดหมูแอฟริกา เป็น "โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร"

จนถึงตอนนี้ การระบาดที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นที่จีน แต่มีความกังวลว่า อาจเกิดการแพร่ระบาดไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจุดที่พบการระบาดที่รุนแรงที่สุดบางส่วนในภูมิภาคนี้อยู่ที่เวียดนาม ลาว และฟิลิปปินส์ และล่าสุดเกิดแล้วที่อินโดนีเซียเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (18 ธ.ค.)

ในขณะที่ประเทศไทย จากการตื่นตัวของหน่วยงานรัฐและเอกชน ทำให้ประเทศไทยตอนนี้ยังสามารถป้องกันเอาไว้ได้
โดยที่ผ่านมา กรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้กล่าวว่า "ปัจจุบันยังไม่พบรายงานการติดต่อของโรคจากสัตว์สู่คน จึงสามารถบริโภคเนื้อสุกรปรุงสุกได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม คนสามารถเป็นพาหะในการนำโรคได้ ผ่านเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงยานพาหนะ เครื่องมือและเครื่องใช้ที่ปนเปื้อน แต่ก็ขอความร่วมมือประชาชน ห้ามไม่ให้นำสุกรที่ป่วยตายหรือสงสัยว่าติดเชื้อ รวมถึงสุกรรวมฝูงนั้น มาชำแหละเพื่อปรุงเป็นอาหาร เนื่องจากขั้นตอนการปรุงอาหารอาจทำให้ผู้ชำแหละได้รับเชื้อ และอาจเป็นพาหะนำเชื้อไปสู่สุกรตัวอื่นได้"





ที่ผ่านมาไทยได้ดำเนินมาตราการป้องกันกวดขันอย่างเข้มงวดมากตั้งแต่ปี 2561 ดังนี้

1.กรมปศุสัตว์ออกมาตรการให้กองสารวัตรและกักกัน เข้มงวดการตรวจค้นและปราบปรามการลักลอบการนำเข้าหมูเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้าน ตามแนวชายแดนและด่านพรมแดนทั้ง 89 ช่องทางใน 25 จังหวัด

2.ชะลอการนำเข้าสุกรมีชีวิตและผลิตภัณฑ์สุกรจากจีนและประเทศที่มีการระบาดของโรค ควบคู่กับมาตรการป้องกันและกำจัดเชื้อโรคที่ทำอยู่แล้วให้เข้มข้นขึ้น

3.เพิ่มการตรวจสอบในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดโรคระบาด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกร เร่งให้คำแนะนำและความรู้ด้านการป้องกันโรค และเพิ่มการตรวจสอบแหล่งปศุสัตว์ที่ไม่ได้มาตรฐานตามหลักอนามัย GAP และGFM

4.ให้เกษตรกรสังเกตอาการสุกรอย่างใกล้ชิด หากพบสุกรแสดงอาการป่วย เช่น มีไข้สูง เบื่ออาหาร ผิวหนังเป็นปื้นแดงและต่อมาเป็นสีเขียวคล้ำ พบภาวะแท้งในแม่สุกรและมีจำนวนสุกรตายผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที พร้อมแนะนำการตรวจสอบแหล่งที่มาของสุกรก่อนเข้าฟาร์ม

5.เพิ่มความเข้มงวดด่านกักกันท่าอากาศยานต่างๆ จัดชุดปฏิบัติการสุนัขดมกลิ่นตรวจสอบการลักลอบเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนซากสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรที่มีต้นทางจากประเทศจีน พร้อมเที่ยวบินที่มาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเนื่องจากความเสี่ยงของการระบาดอาจจะมาจากเที่ยวบินที่มากับอาหาร เศษซากอาหารจากสุกร ผลิตภัณฑ์จากสุกร
(ที่ผ่านมาได้คุมเข้มการนำอาหารหรือซากที่อาจแพร่เชื้อเข้ามาตามจุดต่างๆ เช่น สนามบินที่มีการตรวจกว่า 100 ครั้ง ผลออกมาว่า พบเชื้อในอาหารที่นำมาด้วยถึง 30 ครั้งซึ่งถือว่าสูงทีเดียว)

6.ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์สุกรและหมูป่า เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตเฝ้าระวังโรคระบาด เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้นทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้าย หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติโรคสัตว์ระบาด พ.ศ.2558



7.ทำงานเชิงรุก เดินหน้าหารือกับกรมปศุสัตว์กัมพูชาและ สปป.ลาว ให้ร่วมด้วยช่วยกันป้องกันการลักลอบนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะจากจีน เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศ สร้างปราการในการป้องกันโรคนี้จากภายนอกอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้หากยังพบว่า มีการระบาดเข้าสู่ประเทศไทยอีก ทางการก็ได้เตรียมแผนเร่งด่วนเสนอต่อรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการแล้ว ถือเป็นความโชคดีที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านการเลี้ยงหมูในภูมิภาคเอเชีย จึงมีองค์ความรู้ทั้งด้านสัตวแพทย์และสัตวศาสตร์สั่งสมมาในระดับที่พร้อมรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างเต็มกำลัง จากกรณีนี้ ประเทศไทยได้รับเสียงชื่นชมจากนานาชาติ ว่าสามารถป้องกันโรคระบาดได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ






บทความแนะนำ




บทความ "ข่าว"



ท่านออกญามีเมียหลายคนข่าวกระแสพากย์เสียงบุพเพสันนิวาสข่าวใหม่มาสเตอร์เชฟ-ไทยแลนด์ข่าวสดรางวัลดาวรุ่งหญิงใบเฟิร์น-รางวัลดาวรุ่งหญิงเอ็กซ์ท่านออกญาใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก